ปี60คนไทยทั้งประเทศสุข ยก’ตูน’สุภาพบุรุษที่สุดแห่งปี

เชื่อว่าปี 2560 ที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศมีความสุข นั่นคือการวิ่งของสุภาพบุรุษที่สุดแห่งปี ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย หรือ ตูน บอดี้สแลม กับโครงการก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ

เชื่อว่าปี 2560 ที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศมีความสุข นั่นคือการวิ่งของสุภาพบุรุษที่สุดแห่งปี ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย หรือ ตูน บอดี้สแลม กับโครงการก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการวิ่งจากใต้สุดแดนสยาม อ.เบตง จ.ยะลา สู่เหนือสุดแดนสยาม อ.แม่สาย จ.เชียงราย ระยะทาง 2,191 กม.เพื่อหวังจะระดมทุนช่วยเหลือในการจัดซื้อจัดหาเครื่องมือแพทย์ให้กับ 11 โรงพยาบาล โดยตั้งเป้าในการวิ่งไว้ว่าจะได้เงินบริจาค 700 ล้านบาท แต่ ณ วันนี้มันเกินเป้าหมายไปไกลมาก ได้เงินบริจาคกว่า 1,200 ล้านบาท ระยะทางที่ตั้งไว้ในตอนแรก 2,191 กม. แต่วิ่งจริง ๆ จบที่ระยะทางรวม 2,215.40 กม. ซึ่งไม่ใช่เส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ มีอุปสรรคต่าง ๆ มากมายทั้ง ฝน ร้อน หนาว แต่ตูนและทีมงานสามารถทำมันได้สำเร็จ เส้นทางนี้เขาไม่ได้ทำเพื่อตัวเขาเอง แต่เขาทำเพื่อคนไทยทุกคน รอยยิ้มของผู้คนคือความสุขระหว่างทาง ถือเป็นกำลังใจสำคัญให้กับตูนและทีมงานทุกคน

ผมไม่ใช่ฮีโร่

ตลอดการวิ่ง ตูนจะปฏิเสธการเป็นฮีโร่ที่ทุกคนยกตำแหน่งนี้ให้เขา แต่ตูนจะขอยกตำแหน่งฮีโร่ตัวจริงให้กับ หมอและพยาบาล โดยตูนจะพูดอยู่เสมอว่า “ผมไม่ใช่ฮีโร่ แต่คนที่เป็นฮีโร่ที่แท้จริงคือ คนที่ใส่ชุดขาว ๆ ทำงานอยู่ในโรงพยาบาล เขาเหล่านั้นคือ หมอ และพยาบาล ขอเสียงให้คุณหมอและคุณพยาบาลหน่อยครับ” จากนั้นตูนก็จะเป็นต้นเสียงนำเชียร์ว่า “คุณหมอ   สู้ ๆ พยาบาล สู้ ๆ” เพราะจริง ๆ แล้ว บุคลากรทางการแพทย์นั้นทำงานหนักมาก การวิ่งจบลงที่ 55 วัน แต่การทำงานของหมอและพยาบาลนั้นยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งเป้าหมายหลักของการวิ่งที่แท้จริงนั้น ตูนอยากให้ทุกคนหันมาเห็นความสำคัญของการออกกำลังกาย เพื่อที่จะได้ลดภาระหน้าที่ของโรงพยาบาล ถ้าทุกคนสุขภาพแข็งแรงก็จะไม่ต้องไปโรงพยาบาล เป็นกุศโลบายที่ลึกซึ้งมาก ๆ

ไปให้ถึงเป้าหมาย

ระยะทางการวิ่งกว่า 2,000 กม. ในระยะเวลาเพียง 55 วันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็ทำได้ ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์นั้นถือว่าเกินกำลังที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้ด้วยซ้ำ แต่ตูนสามารถทำได้ เพราะเขามีความตั้งใจอย่างแรงกล้า ที่อยากจะเป็นคนไทยคนแรกที่วิ่งจากใต้สุดสู่เหนือสุด โดยทางไทยแลนด์เร็คคอร์ดได้มีการมอบประกาศนียบัตรใบนี้ให้กับตูน ถือเป็นของขวัญปีใหม่ที่ถูกใจมากที่สุด แม้ในช่วง 700 กม.แรกจะเกิดอาการบาดเจ็บจนท้อว่าจะไปไม่ถึงเส้นชัย แต่สิ่งที่ตูนนึกไว้เสมอคือ มีประชาชนรอคอยตูนอยู่ รอยยิ้มของประชาชน 2 ข้างทางนั้นเหมือนเป็นแรงผลักให้ตูนวิ่งต่อไปได้ แม้ว่าการวิ่งนั้นจะต้องเจอกับผู้คนมากมาย ต้องถ่ายภาพเซลฟี่กับแฟน ๆ ตลอดทาง แต่ตูนก็ยินดีที่จะทำไม่เคยปริปากบ่น แถมยังบอกกับทีมงานด้วยว่า ประชาชนเหล่านั้นอาจจะเห็นเราแค่ครั้งเดียวในชีวิตก็ได้

แสงสุดท้าย

เพลงฮิตตลอดของการวิ่งครั้งนี้ เห็นจะหนีไม่พ้นเพลง “แสงสุดท้าย” เพลงดังของวงบอดี้สแลม ที่ไปทุกจังหวัดต้องมีการตั้งวงดนตรีแสดงและตูนต้องเข้าไปร่วมร้องด้วย เป็นความสุขระหว่างทางทั้งที่พบเห็นได้ตลอด ตูนถึงกับบอกว่าร้องเพลงแสงสุดท้าย มากกว่าการแสดงคอนเสิร์ตในแต่ละครั้งด้วยซ้ำ แต่หลายคนคงไม่รู้ว่าเพลงที่ตูนชอบมากที่สุดนั้นคือเพลง “ความฝันกับจักรวาล” ในช่วงที่วิ่งผ่านแถวปิ่นเกล้า ได้มีวงออเคสตร้า จากมหาวิทยาลัยศิลปากร มาเล่นเพลงนี้แบบเต็มวง ตูนถึงกับต้องโดดไปร่วมแจมกับเพลงโปรดนี้ ซึ่งตูนบอกว่า เพลงนี่น่าจะตรงกับการวิ่งครั้งนี้มากที่สุด

รองเท้าวิ่งคู่ใจของตูน

ตลอดระยะเวลาการวิ่ง 55 วัน จากวันที่ 1 พ.ย.-25 ธ.ค. รวม   เป็นระยะเวลา 386 ชั่วโมง 27 นาที 33 วินาที ทีมงาน “ก้าว” ทุกคนต้องทำงานกันอย่างหนัก ผนึกใจรวมเป็นหนึ่งเดียว เพื่อส่งให้ตูนไปถึงจุดหมาย สิ่งสำคัญที่พาตูนก้าวไปได้ในครั้งนี้ก็คือ รองเท้าคู่ใจ โดยครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก “ไนกี้” การวิ่งครั้งนี้ใช้รองเท้าไปทั้งหมด 25 คู่ จากที่เตรียมไว้ 30 คู่ โดยในการวิ่งแต่ละวันนั้นจะมีทีมงานจัดเตรียมรองเท้าเอาไว้เป็นชุดเรียงกัน 5 คู่ ใส่สลับสับเปลี่ยนกันไปในแต่ละเซต บางวันวิ่งน้อยเซต วันรุ่งขึ้นก็อาจจะใช้รองเท้าเซตเดิมได้ ซึ่งการเปลี่ยนรองเท้านั้นจะดูสถานการณ์หน้างานในแต่ละวัน เฉลี่ยแล้วตูนจะเปลี่ยนรองเท้าทุก ๆ 100 กม. บวกลบนิดหน่อย แต่ในความเป็นจริงแล้วรองเท้าวิ่งคู่หนึ่งสามารถใช้งานได้นานถึง 400-500 กม. ซึ่งเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนรองเท้าในทุก ๆ 100 กม. นั้นก็เพราะต้องการคงสภาพรองเท้าให้มีความเฟรชที่สุดเพื่อการวิ่งที่ดี
ในการวิ่งแต่ละเซตนั้นจะพักประมาณ 30-40 นาที จะมีช่วงกลางวันที่อาจจะพักยาวหน่อย ซึ่งระหว่างการพักนั้นจะมีแพทย์มาคอยตรวจและนักกายภาพบำบัดคอยดูแลตลอดเส้นทาง การพักผ่อนในแต่ละวันนั้นถือว่าตูนพักผ่อนน้อยมากเฉลี่ยแล้วแค่ 1-3 ชั่วโมงต่อวัน แต่ถ้าเป็นวันที่ได้หยุดพักก็จะได้นอนยาว

สำหรับเสื้อผ้าที่ใส่วิ่งนั้นก็จะเป็นเสื้อของไนกี้ที่ถูกออกแบบมาสำหรับนักวิ่ง จะมีลักษณะพิเศษคือ เป็นผ้าที่มีการระบายอากาศดี เมื่อเข้าจุดพักตูนก็จะเปลี่ยนทุกเซตของการวิ่ง พี่ป๊อกเองบอกว่า จบเซตพี่ป๊อกก็จะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ เพราะอากาศร้อนมาก เพื่อจะได้สะดวกต่อการทำกายภาพบำบัด จะมีก็ช่วงขึ้นเหนือที่หนาว ๆ ก็อาจจะเพียงแค่เช็ดตัว

ที่นอนของตูน

ตูน จะนอนในรถบ้านใหญ่ ซึ่งจะมีเครื่องอำนวยความสะดวกเหมือนกับบ้านหลังหนึ่ง ส่วน พี่ป๊อก-อิทธิพล สมุทรทอง นักวิ่งคู่หูของตูน ก็จะนอนที่รถบ้านเล็ก ส่วนทีมงานคนอื่น ๆ ก็จะไปพักกันที่โรงแรม สาเหตุที่ตูนและพี่ป๊อกต้องนอนรถบ้าน ก็เพราะบางทีโรงแรมนั้นอยู่ห่างจากจุดวิ่งเซตสุดท้ายหลายกิโลเมตร อาจจะเสียเวลาเดินทางทำให้เวลาพักผ่อนน้อยลง ยกเว้นเป็นวันหยุดพักก็จะได้พักกันที่โรงแรม      
   
ในการวิ่งแต่ละวันนั้น หลังวิ่งจบเซตก็จะมีแพทย์มาตรวจร่างกาย นำทีมโดย พญ.สมิตดา สังขะโพธิ์ หรือ หมอเมย์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ประจำโรงพยาบาลพระรามเก้า หัวหน้าทีมแพทย์ผู้ดูแลตูน และนักกายภาพ บำบัดจากโรงพยาบาลพระรามเก้า และอีกหลาย ๆ โรงพยาบาลหมุนเวียนมาทำกายภาพให้ โดยหลังจากการวิ่งทุกวันนั้น ตูนต้องเอาตัวแช่ในน้ำแข็งเพื่อเป็นการฟื้นฟูสภาพกล้ามเนื้อ ถึงแม้ตอนนี้การวิ่งจะจบลง แต่อาการบาดเจ็บของร่างกายยังมีสะสมอยู่ ก็จำเป็นอย่างมากที่ต้องมีการกายภาพ บำบัด เพื่อดูความคงทนของกล้ามเนื้อ

คุกกี้ช็อกโกแลตของโปรด

ในส่วนของอาหารการกินนั้นทางทีมแพทย์ได้มีการจัดรายการอาหารเอาไว้ว่าต้องทานให้ได้กี่แคลอรีต่อวัน แต่ในความเป็นจริง ไม่สามารถทำได้ตามนั้น ก็อาจจะมีการเสริมด้วยโปรตีน รับประทานเวย์เพิ่ม และส่วนใหญ่ก็ทานอาหารที่ประชาชนเอามาให้ระหว่างทาง ไม่ค่อยได้ทานอาหารตามที่เซตไว้เท่าไหร่ แต่สิ่งที่ตูนชอบกินมากที่สุดเห็นจะเป็นคุกกี้ช็อกโกแลต เพราะเวลามีแฟน ๆ เอาคุกกี้มาให้ ตูนจะมาหยิบไป พร้อมบอกว่า “อันนี้ผมขอนะ ของชอบ” นอกจากนี้ แม่ของตูน คือ คุณแม่ประนอม คงมาลัย ที่ร่วมเดินทางมากับคณะวิ่งด้วยนั้น ก็จะคอยดูแลเรื่องอาหารการกินให้ตูน อยากได้อะไรแม่ประนอมก็จะจัดหามาให้ บางครั้งทีมงานยังงงว่า แม่ไปหาทำมาได้จากไหน

กำลังใจของตูน

ต้องบอกว่าครอบครัว “คงมาลัย” นั้น เป็นกำลังใจที่ดียิ่งของตูน คุณพ่ออนุรัตน์และคุณแม่ประนอม คงมาลัย นั้นก็คอยดูแลไม่ห่าง ในบางช่วงคุณพ่อก็ปั่นจักรยานตามปิดท้ายขบวนวิ่ง ซึ่งคุณพ่อทำแบบนี้มาตั้งแต่ตอนวิ่งในโครงการก้าวคนละก้าวที่บางสะพานแล้ว ซึ่งในตอนแรกคุณพ่อคุณแม่ตั้งใจจะมาอยู่ให้กำลังใจเพียงไม่กี่วันแล้วจะกลับบ้านที่ จ.สุพรรณบุรี แต่ทำไปทำมาก็อยู่ยาวจนจบการวิ่ง นอกจากนี้ยังมีพี่สาวน้องชายก็มาร่วมวิ่งและให้กำลังใจอยู่ตลอดด้วย

อีกคนที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้นั่นคือ กำลังใจที่สำคัญที่ช่วยเติมเต็มหัวใจของตูน นั่นคือแฟนสาว ก้อย-รัชวิน วงศ์วิริยะ ผู้หญิงที่คอยวิ่งอยู่เคียงข้างตูนตลอดแทบทุกวัน จะมีหายไปบ้างก็แค่ช่วงที่ต้องกลับมาถ่ายละครและรับงานที่กรุงเทพฯ ก้อยวิ่งอยู่ข้างตูนมาตลอด เวลาที่เห็นตูนเจ็บนั้นเธอก็ถึงกับหลั่งน้ำตาและอยากจะเจ็บแทน ก้อยเป็นผู้ที่ถือถุงเงินตามตูนแบบรู้ใจที่สุด สามารถช้อนรับได้ทุกจังหวะ มือซ้ายตูนรับเงินมาปุ๊บ ส่งต่อให้ก้อยทางขวาแบบได้จังหวะลงตัวกันพอดี แถมตูนนั้นจะไม่ชอบทาครีมกันแดดเวลาวิ่ง ก้อยก็จะขอ  ทำหน้าที่เป็นคนทาครีมกันแดดให้ตูนด้วยตัวเอง การวิ่งครั้งนี้ไม่ว่าแดดจะร้อนเพียงใด คนที่ดูไลฟ์การวิ่งตลอดจะเห็นว่า ก้อยนั้นหน้าขาวใสตลอดเวลา ซึ่งก้อยมักจะบอกว่า ตนไม่ใช่คนขาวหรือสวยอะไร เพียงแต่วิ่งอยู่ท่ามกลางผู้ชายตัวใหญ่ ๆ หน้าตากรำแดด ผิวคล้ำ เธอเลยกลายเป็นคนที่ขาวที่สุด จนมีคนไปถือป้ายถามข้างทางว่า “พี่ก้อยใช้ครีมกันแดดยี่ห้ออะไรคะ” เพียงเท่านี้ก็มีคนออกมาเฉลยยี่ห้อที่ก้อยใช้ออกมาทางโซเชียลมากมาย ส่งผลให้ครีมกันแดดแบรนด์ดังกล่าวขายหมดเกลี้ยงกันเลย

จากการวิ่งครั้งนี้หลายคนชื่นชมก้อยอย่างมากที่เป็น “ลมใต้ปีกที่แท้จริงของตูน” เป็นคู่รักที่ส่งเสริมกันไปในทางที่ดี จนเกิดกระแสแซวในโซเชียลว่า “ก้อยนี่แหละ คือแบบอย่างของการวิ่งตามผู้ชายที่ถูกต้อง” เพราะเห็นตูนที่ไหนต้องเห็นก้อยที่นั่น จนหลายคนเชียร์ให้ตูนขอก้อยแต่งงานเมื่อวิ่งถึงแม่สาย แต่ก็ลุ้นไม่ขึ้น แม้ว่าแฟน ๆ จะส่งเสียงเชียร์ให้ ตูนหอมแก้มสักฟอด แต่ตูนก็บอกว่า ตนเป็นคนขี้อายในการที่จะทำอะไรแบบนี้…เอ้า! ไม่หอมก็ไม่หอม งานนี้คงต้องรอเวลาที่เหมาะสม ตูนเคยบอกไว้ว่า “ถ้าถึงเวลาก็คงจะ….” งานนี้แฟน ๆ ก็รอคอยภาพวันที่ทั้งคู่ถึงฝั่งฝันวันวิวาห์ เพราะเป็นคู่รักที่เหมาะสมกันที่สุดแห่งปี

This entry was posted in news.